User login

Banner Ads


-----------------------------

-----------------------------

-----------------------------

Who's online

There are currently 0 users and 5 guests online.

Share / Bookmarks

Share/Save/Bookmark

Syndicate

Syndicate content

คุณสมบัติ 6 ข้อของการประมวลผลแบบกลุ่มเมฆ

หนึ่งในเทคโนโลยีที่กล่าวถึงมากในปีนี้คือ
การประมวลผลแบบกลุ่มเมฆ หรือ Cloud Computing
หากแต่เทคโนโลยีนี้อาจทำให้หลายๆ
คนสงสัยและถกเถียงถึงบทบาทที่แท้จริงของมัน Joe Weinman จาก AT&T Business Solutions ได้สรุปคุณสมบัติ 6 ข้อที่เขาคิดว่าทุกคนน่าจะเห็นร่วมกันจากมุมมองธุรกิจ เพื่อให้เป็นประเด็นทางความคิดกันต่อไป ดังนี้

1. ประโยชน์ของกลุ่มเมฆคือการลดค่าใช้จ่าย

โครงสร้างพื้นฐานของกลุ่มเมฆจะสร้างประโยชน์ให้กับผู้ใช้ได้
หากความต้องการใช้งานหรืออุปสงค์ (demand)
มีมากพอที่จะทำให้เกิดต้นทุนต่อหน่วยที่ลดลง
หรือในทางเศรษฐศาสตร์เรียกว่าการประหยัดจากการขยายการผลิต หรือ Economies of Scale นั่นเอง

จะเห็นได้ชัดว่าธุรกิจขนาดกลางหรือขนาดเล็กอาจใช้ประโยชน์ข้อนี้ผ่านผู้
ให้บริการกลุ่มเมฆได้ ในขณะที่ธุรกิจขนาดใหญ่อาจเห็นประโยชน์ได้น้อยกว่า
เนื่องจากเม็ดเงินลงทุนในการสร้างระบบที่มีขนาดใหญ่จะใกล้เคียงกับระบบของ
ผู้ให้บริการกลุ่มเมฆ
แต่ในขณะเดียวกับหากผู้ให้บริการกลุ่มเมฆสามารถจัดสรรทรัพยากรให้กับผู้
ประกอบการรายใหญ่ได้ โดยใช้หลักการควบรวมอุปสงค์ที่ไม่มีความสัมพันธ์กัน
(uncorrelated demand) เช่นจัดสรรให้กับลูกค้า 2
รายที่ต้องการใช้ระบบในช่วงเวลาที่ต่างกันได้
การลดต้นทุนต่อหน่วยสำหรับธุรกิจขนาดใหญ่ก็อาจเกิดขึ้นได้

2. ระบบสารสนเทศทุกอย่างจะถูกย้ายไปอยู่บนกลุ่มเมฆ

Nick Carr ได้เขียนไว้ในหนังสือ The Big Switch
ว่า ในอนาคตการประมวลผลแบบกลุ่มเมฆจะเดินตามรอยของระบบสาธารณูปโภค เช่น
ระบบไฟฟ้า จากเดิมที่บริษัทและโรงงานต่างๆ
ต้องใช้เครื่องปั่นไฟเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าใช้เอง
ปัจจุบันโรงงานผลิตไฟฟ้าสามารถทำได้ด้วยต้นทุนต่อหน่วยที่ต่ำกว่า
อันเนื่องมาจากการผลิตในปริมาณมาก
ประกอบกับความสามารถของระบบส่งกระแสไฟฟ้าไปยังที่ต่างๆ
มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทำให้ความจำเป็นที่บริษัทหรือโรงงานต่างๆ
ต้องผลิตไฟฟ้าเพื่อใช้เองนั้นลดลง

ในระบบสารสนเทศต่างๆ นั่นหมายถึง ค่าใช้จ่ายที่ลดลง
ทั้งในส่วนของสัญญาอนุญาต (license) ที่อาจไม่จำเป็นต้องจ่ายล่วงหน้า
และในส่วนของบุคลากรที่ต้องดูแลระบบ ทั้งนี้ในความเป็นจริงแล้ว
ความสำเร็จของเทคโนโลยีนี้ก็น่าจะขึ้นอยู่กับความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐาน
ของประเทศ และขณะเดียวกันบริษัทและองค์กรต่างๆ
ก็ต้องหาจุดสมดุลระหว่างการเลือกใช้ระบบสารสนเทศภายในกับการใช้ผ่านผู้ให้
บริการกลุ่มเมฆ ซึ่งจุดนี้จะถูกกำหนดด้วยราคาของผู้ให้บริการ (utility
price premium) และอัตราส่วนของความต้องการ ณ จุดสูงสุด
เทียบกับความต้องการโดยเฉลี่ย (peak-to-average ratio of demand)

3. กลุ่มเมฆจะเปลี่ยน “ค่าใช้จ่ายด้านการลงทุน” เป็น “ค่าใช้จ่ายในที่จัดการและควบคุมได้”

ระบบสารสนเทศในบริษัทปัจจุบันส่วนใหญ่เป็นการลงทุนที่นับว่าเป็น “ค่าใช้จ่ายด้านการลงทุน” (CAPEX: CAPital EXpenditure)
เพื่อซื้อสินทรัพย์ถาวรในการดำเนินงาน
ในขณะที่การใช้บริการกลุ่มเมฆผ่านผู้ให้บริการนั้น
จะแปลงค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ให้เป็น “ค่าใช้จ่ายที่จัดการและควบคุมได้”
(OPEX: OPerating EXpenditure) เพราะนับว่าเป็นค่าใช้บริการ ไม่ได้มีการลงทุนในสินทรัพย์ใดๆ

คำศัพท์สองตัวนี้เป็นสิ่งสำคัญที่ซีเอฟโอของบริษัทจะต้องพิจารณาเมื่อมี
การลงทุนใดๆ ก็ตาม ซึ่งในความหมายโดยทั่วไปนั้น OPEX
จะถือว่ามีความคล่องตัวมากกว่า (เงินไม่จมและมีการไหลเวียนของเงิน)
อย่างไรก็ดีไม่ได้หมายความว่า CAPEX จะแย่ และ OPEX
เป็นสิ่งที่ดีกว่าเสมอไป แต่จะขึ้นอยู่กับสถานการณ์ของบริษัท ณ ขณะนั้น

4. กลุ่มเมฆสาธารณะมีประสิทธิภาพเทียบเท่ากลุ่มเมฆส่วนตัว

ไม่ว่าจะเป็นแบบสาธารณะ (public cloud) หรือแบบส่วนตัว (private cloud)
ระบบทั้งสองก็มีความสามารถไม่แตกต่างกัน
ทั้งในด้านการจัดสรรทรัพยากรการประมวลผล, Virtualization,
หรือการปรับแต่งระบบ เนื่องจากถูกสร้างขึ้นมาบนพื้นฐานเดียวกัน
ยกเว้นอยู่เรื่องเดียวคือ หากเลือกสร้างระบบกลุ่มเมฆแบบส่วนตัวเพื่อใช้งาน
ก็ต้องใช้เงินลงทุน นั่นหมายถึงสร้างข้อผูกมัดให้กับตัวบริษัทเองในระยะยาว

การเลือกใช้แบบใดแบบหนึ่งก็คล้ายกับการเลือกใช้ ระบบไฟฟ้า
(ผลิตเองหรือซื้อจากการไฟฟ้าฯ), การเช่ารถ (ซื้อรถบริษัทหรือใช้รถเช่า),
หรือเช่าโรงแรม (สร้างโรงแรมส่วนตัว หรือไปเช่าโรงแรมเมื่อจำเป็น)
ทั้งนี้การตัดสินใจเรื่องเหล่านี้ก็ต้องอยู่บนพื้นฐานของความจำเป็นและความ
คุ้มค่าในการลงทุนนั่นเอง

5. กลุ่มเมฆจะได้ประโยชน์จาก Virtualization

เทคโนโลยี Virtualization
จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและความคล่องตัวของบริการกลุ่มเมฆ
และในขณะเดียวกันก็ช่วยลดค่าใช้จ่ายได้อีกด้วย แต่อย่างไรก็ดี
Virtualization ด้วยตัวของมันเองก็ช่วยเรื่องพวกนี้อยู่แล้ว
โดยที่ไม่จำเป็นต้องสร้างบนพื้นฐานของกลุ่มเมฆ

6. กลุ่มเมฆช่วยลดโลกร้อน

การนำทรัพยากรการประมวลผลมาแบ่งใช้กับระบบสารสนเทศต่างๆ
ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะสามารถลดปริมาณการผลิตอุปกรณ์,
การใช้พลังงานไฟฟ้า, และความร้อนที่เกิดขึ้นได้อย่างแน่นอน

ที่มา – GigaOM ,Blognone